การค้าในโลกคาร์บอนต่ำ

ไทยจะเปลี่ยนแรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศ ให้เป็นความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไร

ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังส่งผลให้กฎเกณฑ์ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการค้าโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมตั้งแต่เกณฑ์มาตรฐานคาร์บอน การตรวจสอบที่มาของสินค้า การเปิดเผยข้อมูลในห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงกฎระเบียบด้านความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การจัดการป่าไม้
 
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศไทย เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในระดับสูงถึงร้อยละ 137 ของ GDP ประเทศ คิดเป็นอันดับ 9 ของโลก ดังนั้นเมื่อกฎเกณฑ์การค้าโลกเปลี่ยนไป เศรษฐกิจไทยจึงได้รับผลกระทบโดยตรง
 
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจากปีฐาน 47% ภายในปี ค.ศ. 2035 สิ่งนี้ถือเป็นความท้าทายว่าไทยในการบรรลุเป้าหมายด้านภูมิอากาศ และจะใช้ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ สร้างความได้เปรียบทางการค้าและเศรษฐกิจได้อย่างไร
 
เมื่อ Climate Policy กำลังกลายเป็น Trade Policy
กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้ากำลังเปลี่ยนจากเรื่องความสมัครใจไปสู่เงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ตลาด ส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องแข่งขันกันมากกว่าแค่เรื่องคุณภาพ ราคา และการจัดส่ง แต่ต้องรวมถึงเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ ความยั่งยืน และปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ด้วย
 
ตัวอย่างหนึ่งคือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM ที่ปัจจุบันใช้กับสินค้ากลุ่มเหล็ก อะลูมิเนียม ปุ๋ย ซีเมนต์ ไฮโดรเจน และไฟฟ้า ซึ่งข้อมูลระบุว่าไทยมีการส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมรวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องไปยังสหภาพยุโรปมูลค่าประมาณ 405 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องเฝ้าระวังว่ามาตรการนี้จะขยายขอบเขตไปยังกลุ่มเคมีภัณฑ์ โพลิเมอร์ และสินค้าประเภทอื่นในอนาคตหรือไม่
 
แรงกดดันไม่ได้อยู่เพียงการถูกเรียกเก็บต้นทุนคาร์บอน และกฎระเบียบของภาครัฐจากประเทศปลายทางเท่านั้น เห็นได้จากการประเมินของธนาคารโลกมีบริษัทข้ามชาติถึงร้อยละ 78 อาจตัดผู้ผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงออกจากห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสะท้อนว่ามาตรฐานของผู้ซื้อก็อาจมีผลต่อธุรกิจไทยไม่น้อย และเป็นอีกจุดเสี่ยงหนึ่ง หากผู้ประกอบการไทยอาจผลิตสินค้าได้ดีและมีการปล่อยต่ำ แต่หากไม่สามารถวัด รายงาน และตรวจสอบย้อนกลับได้ ก็อาจเสียเปรียบในตลาดที่ต้องการหลักฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ
 
สำหรับกลุ่ม SMEs และเกษตรกรรายย่อย ปัญหานี้มีความรุนแรงกว่า เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ยังขาดความพร้อมในการวัดและรายงานผล หรือการขอรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่เองก็ต้องแบกรับต้นทุนสูงในการบริหารจัดการให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า
 
เกษตรและอาหาร จุดแข็งทางการค้า แนวหน้าที่เผชิญความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ
ภาคเกษตรและอาหารเป็นตัวอย่างที่เห็นความเสี่ยงและโอกาสได้ชัดเจนที่สุด มีการจ้างงานประมาณเกือบร้อยละ 30 ของแรงงานไทย และสินค้าเกษตรมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 14 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด นอกจากนี้ไทยยังเป็นผู้นำโลกในสินค้าหลายชนิด เช่น ข้าว น้ำตาล ยางพารา มันสำปะหลัง ผลไม้ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีก

จากการที่ภาคเกษตรมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 18 ของการปล่อยทั้งหมดของประเทศ การลดการปล่อยเพียงในระดับฟาร์มอาจไม่เห็นผล เพราะหากแหล่งไฟฟ้าที่ใช้ยังมีคาร์บอนสูง ระบบทำความเย็นขาดประสิทธิภาพ หรือการขนส่งยังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก จึงต้องทำแบบบูรณาการตั้งแต่กระบวนการผลิตในฟาร์ม ระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงผู้ส่งออก รวมถึงการเปลี่ยนจากการเผาหรือกำจัดเศษวัสดุมาเป็นการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

ขณะเดียวกัน ภาคเกษตรก็เป็นหนึ่งในภาคที่เผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงระดับสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอีก 30 ปีข้างหน้า และเห็นได้ชัดแล้วจากเหตุการณ์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยประสบเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วบ่อยครั้ง การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตรจึงมีความสำคัญยิ่ง 
หากไม่สามารถรักษาผลผลิต คุณภาพ และความสม่ำเสมอของวัตถุดิบได้ ต่อให้สินค้าเกษตรไทยมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ ก็อาจไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้ตลาดได้

การปรับตัวและร่วมกำหนดกติกา โอกาสใหม่ในเวทีระหว่างประเทศ
ความเชื่อมโยงระหว่างการค้าและภูมิอากาศมีความชัดเจนยิ่งขึ้น จากการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยประเด็นด้านเศรษฐกิจ การเงิน การค้า และการลงมือทำ ถูกนำมาเป็นหัวใจสำคัญของการเจรจา พร้อมทั้งมีการหารือเรื่องมาตรการด้านภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการค้า

ส่วนการประชุม COP31 ในเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้ ที่ประเทศตุรกี จะเป็นเวทีสำคัญที่เริ่มมีการหารือเรื่องการค้าอย่างชัดเจนมากขึ้น ประเด็นที่ต้องติดตามคือเรื่องการจัดหาเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน การลงทุนเพื่อการปรับตัว การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น และการจัดการผลกระทบข้ามพรมแดนจากมาตรการด้านภูมิอากาศ เพราะสิ่งเหล่านี้นับเป็นประเด็นสำคัญต่อไทย

เราควรใช้ช่วงเวลานี้ ในการปรับฐานการผลิต สร้างระบบข้อมูลและการตรวจสอบย้อนกลับ ลงทุนในด้านการปรับตัว ยกระดับเกษตรกรและ SMEs รวมถึงการใช้บทบาทในเวทีระดับภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศ ร่วมเสนอกติกาใหม่ เพื่อเปลี่ยนการลงมือทำภายใต้จากข้อผูกพันด้านสิ่งแวดล้อม ให้เป็นยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากเรารอให้กติกาโลกถูกกำหนดแล้วค่อยปรับตัว ก็อาจจะต้องรับต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ การประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ที่ประเทศไทยระหว่าง 12-18 ตุลาคม 2569 ก็เป็นโอกาสสำคัญ ที่จะผลักดันให้มีการลงทุนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) ให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) เพื่อเป็นการวางรากฐานความมั่นคงของประเทศในอนาคต

เรียบเรียงโดย:

ดร.เบญจมาส โชติทอง

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

Tags:
บทความเกี่ยวข้อง: