TEI ร่วมประชุมออนไลน์นำเสนอผลการประเมินประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมของฉลากสิ่งแวดล้อม ภายใต้หัวข้อ “Calculating the Environmental Performance of ELs”

15 กันยายน 2569 สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เข้าร่วมการประชุมออนไลน์ในหัวข้อ “Calculating the Environmental Performance of ELs: Interim Result Presentation” เพื่อแลกเปลี่ยนผลการดำเนินงานระหว่างองค์กรฉลากสิ่งแวดล้อมจากประเทศต่าง ๆ พร้อมรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากเครือข่ายที่เข้าร่วมประชุม

นการประชุมครั้งนี้ มีการนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นจาก Green Mark, Bra Miljöval/Good Environmental Choice และ Thai Green Label โดยแต่ละหน่วยงานนำเสนอ และเปิดช่วงถาม–ตอบและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน เพื่อปรับปรุงแนวทางการประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมของฉลากสิ่งแวดล้อมให้มีความชัดเจนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

ในส่วนของประเทศไทย ดร.พงศกร ตรุษทิม ผู้แทนจากฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เป็นผู้นำเสนอกรณีศึกษาเรื่อง “Quantifying the Environmental Benefits of 100% Thai Green Label A4 Paper Procurement at TEI” ซึ่งเป็นการศึกษาประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการจัดซื้อกระดาษ A4 ที่ได้รับการรับรองฉลากเขียวของ TEI

การศึกษาดังกล่าวเลือกกระดาษ A4 เนื่องจาก TEI มีการจัดซื้อกระดาษฉลากเขียว 100% ต่อเนื่องมา และมีข้อมูลการใช้กระดาษรายเดือนที่สามารถนำมาวิเคราะห์เชิงปริมาณได้ โดยนำข้อมูลจำนวนรีมมาแปลงเป็นน้ำหนัก และใช้ค่า Emission Factor เพื่อประมาณการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับการใช้กระดาษ

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การลดการใช้กระดาษสามารถเชื่อมโยงกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เมื่อมีข้อมูลการใช้ที่ต่อเนื่องและใช้ค่า Emission Factor เดียวกันในการคำนวณ นอกจากนี้ TEI ยังมีมาตรการสนับสนุนการลดการใช้กระดาษ เช่น การใช้เอกสารดิจิทัล การพิมพ์สองหน้า การพิมพ์เฉพาะเมื่อจำเป็น และการติดตามการใช้กระดาษอย่างสม่ำเสมอ

ดร.พงศกร ยังได้อธิบายว่า ประโยชน์ของกระดาษฉลากเขียวไม่ได้จำกัดเพียงด้านคาร์บอน เนื่องจากเกณฑ์ฉลากเขียวครอบคลุมหลายมิติ เช่น การใช้เยื่อรีไซเคิลหรือเยื่อจากวัสดุทางการเกษตร ประสิทธิภาพด้านพลังงาน การจำกัดการใช้สารอันตราย การควบคุมมลพิษ และข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์

ทั้งนี้ Thai Green Label เป็นฉลากสิ่งแวดล้อมแบบหลายเกณฑ์ หรือ multi-criteria environmental certification ไม่ใช่ carbon label ดังนั้นการประเมินประโยชน์ด้านคาร์บอนควรดำเนินการแยกต่างหาก โดยใช้ข้อมูลที่เหมาะสมและมี baseline ที่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ผู้แทนจากประเทศไต้หวันได้เสนอให้เปรียบเทียบผลกระทบของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากกับผลิตภัณฑ์ทั่วไปในตลาด โดยพิจารณาเฉพาะประโยชน์ที่สามารถเชื่อมโยงกับ ข้อกำหนดของฉลากสิ่งแวดล้อม ได้โดยตรง เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเกินกว่าที่ข้อมูลรองรับรวมถึงให้ปรับมาใช้แนวทาง LCA-based comparison โดยพิจารณาองค์ประกอบสำคัญตลอดวัฏจักรชีวิต เช่น สัดส่วนวัตถุดิบ กระบวนการผลิต clinker การใช้พลังงาน การแปรรูป การขนส่ง และสมรรถนะของผลิตภัณฑ์ที่เทียบเท่ากัน พร้อมเน้นหลักการว่า “Low impact does not mean zero impact” หรือวัสดุที่มีผลกระทบต่ำไม่ควรถูกตีความว่าปราศจากผลกระทบโดยสิ้นเชิง

การเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างองค์กรฉลากสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาแนวทางการวัดและสื่อสารผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมให้มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และสามารถนำไปใช้สนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างที่ยั่งยืนในอนาคต