TEI ร่วมกับกรมชลประทาน และ GIZ ถอดบทเรียน พร้อมขับเคลื่อนแนวทาง EbA สู่นโยบายการจัดการน้ำ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและภาคการเกษตรของประเทศไทย ทั้งจากภัยแล้ง น้ำท่วม และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน การส่งเสริมแนวทางการปรับตัวที่คำนึงถึงความสมดุลระหว่างคน น้ำ และระบบนิเวศจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) นำโดย ดร.จีรนุช ศักดิ์คำดวง ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยกรมชลประทาน และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ได้ร่วมกันขับเคลื่อนแนวทาง “การปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ” (Ecosystem-based Adaptation: EbA) ผ่านกระบวนการเสริมสร้างศักยภาพและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้หน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ภายใต้โครงการ "เสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน" ซึ่งดำเนินการโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF)

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 คณะทำงานได้จัดการฝึกอบรมพื้นฐานครั้งที่ 8 ภายใต้หัวข้อ “การถอดบทเรียนและการบูรณาการแนวทางการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (EbA) สู่การดำเนินงานจริงในพื้นที่นำร่อง” โดยมุ่งเน้นการถอดบทเรียนจากการดำเนินงานที่ผ่านมา และนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในการวางแผน การกำหนดมาตรการ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รวมถึงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่บูรณาการแนวทาง EbA ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.พรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและการมีส่วนร่วม กรมชลประทาน เป็นประธานกล่าวเปิดการฝึกอบรม  โดยภายในงานประกอบด้วยการนำเสนอผลการดำเนินงานและบทเรียนจากพื้นที่นำร่อง โดยผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่สาธิตมาตรการ EbA รวมถึงเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการบูรณาการแนวทาง EbA สู่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมอง และข้อเสนอแนะจากการดำเนินงานจริง โดยมีผู้เข้าร่วมจากกรมชลประทานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัย ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยนเรศวร รวมถึงผู้แทนกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่โครงการยม–น่าน

การดำเนินงานตลอดโครงการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และศักยภาพของผู้ปฏิบัติงาน ควบคู่กับการเรียนรู้จากบริบทและประสบการณ์จริงในพื้นที่ โดยมุ่งให้แนวทาง EbA สามารถต่อยอดจากองค์ความรู้และกิจกรรมการฝึกอบรมไปสู่การบูรณาการในกระบวนการวางแผนและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระยะยาว