ครั้งแรก! ที่แรก! “TEI: Thai Envi Next: ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2569”

19 มกราคม 2569 - สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) พร้อมด้วย องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (ประเทศไทย) (Thai SCP) และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เปิดเวทีดีเบตเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้งในงาน “TEI: Thai Envi Next: ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2569”

โดย 9 พรรคการเมืองไทย ได้นำเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ (เบอร์ 6) ชูนโยบายสิ่งแวดล้อมเชิงโครงสร้าง มุ่งยุติการนำเข้าขยะจากต่างประเทศ ผลักดันกฎหมาย Climate Change และภาษีคาร์บอน จัดการมลพิษเมืองด้วยเขตควบคุมมลพิษต่ำ คัดแยกขยะจากต้นทาง ยกระดับซาเล้ง ตลอดจนเปิดทางโซลาร์เสรีเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประชาชน
  • พรรคพลวัต (เบอร์ 7) ชูนโยบาย สิ่งแวดล้อม คือ สิทธิมนุษยชน ยกระดับสิทธิการเข้าถึงอากาศสะอาดด้วย การทูตเชิงรุก แก้ปัญหาฝุ่นพิษข้ามพรมแดนจากต้นทาง พร้อมผลักดันกติกาการค้าโลกด้วยมาตรการ Business & Human Rights คว่ำบาตรสินค้าและบริษัทที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนไทย
  • พรรคเพื่อไทย (เบอร์ 9) ประกาศวิสัยทัศน์ Net Zero 2050 ขับเคลื่อน 11 นโยบายสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร มุ่งเน้นการใช้กฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด คืนลมหายใจบริสุทธิ์ให้ประชาชน ควบคู่การลงทุน Mega Projects บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสร้างเศรษฐกิจใหม่จากสินค้า Green Premium
  • พรรคประชาธิปัตย์ (เบอร์ 27) ชูแนวทางผลักดันขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่การอนุรักษ์ มุ่งสู่ Net Zero 2050 ยกระดับการแข่งขันสินค้าไทยด้วยฉลากคาร์บอน และระบบคาร์บอนเครดิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซจากภาคการผลิตเศรษฐกิจสีเขียว เสริมพลังงานสะอาด ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ยกระดับอากาศสะอาดด้วยเทคโนโลยี สนับสนุนการจัดการขยะ และขับเคลื่อนการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวภาครัฐ
  • พรรคภูมิใจไทย (เบอร์ 37) ชูนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียวพลัส” (Green Economy Plus) มุ่งลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้ประชาชนด้วยโครงการ โซลาร์รูฟท็อป ผลิตไฟใช้เอง พร้อมเปลี่ยนวิถีเกษตรกรให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนแทนนโยบายการแจกเงิน เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการจัดการขยะทะเลและแก้ฝุ่น PM2.5 เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้แก่คนรุ่นลูกหลาน
  • พรรคโอกาสใหม่ (เบอร์ 44) ประกาศนโยบาย Green No Grey (เศรษฐกิจเขียว โปร่งใส ประเทศไทยยั่งยืน) มุ่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบด้านเพื่อขับเคลื่อน เศรษฐกิจสีเขียว ที่แข่งขันได้จริงในเวทีโลก พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยมาตรการที่เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนในการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน
  • พรรคประชาชน (เบอร์ 46) เสนอยุทธศาสตร์รับมือ Climate Change แบบครบวงจร มุ่งบรรลุเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี พร้อมเดินหน้าบังคับใช้ กฎหมายอากาศสะอาด ผ่านศูนย์บัญชาการมลพิษที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ ชูนโยบาย กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อจัดการไฟป่าและเปลี่ยนระบบจัดการขยะสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ควบคู่การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและดูแลสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ
  • พรรคไทยสร้างไทย เบอร์ 48 ชูการมุ่งสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับปากท้องเกษตรกร เน้นมาตรการเยียวยาและแก้ปัญหาฝุ่นพิษทั้งระยะสั้น-ยาว พร้อมผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เอาผิดผู้ก่อมลพิษ และปฏิรูประบบจัดการขยะพิษด้วยเกณฑ์ EPR เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตคนตัวเล็กอย่างยั่งยืน
  • พรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์49 ประกาศวาระเร่งด่วน จัดการภัยพิบัติ-ขจัดฝุ่นพิษ ผลักดันแก้รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็น หน้าที่รัฐ รัฐต้องรับผิดชอบ สร้างระบบเตือนภัยน้ำท่วม-น้ำแล้ง ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายควบคุมมลพิษอุตสาหกรรมที่ต้นตออย่างเด็ดขาดเพื่อคืนอากาศสะอาดให้ประชาชน ลุยปราบโรงงานปล่อยมลพิษแบบเบ็ดเสร็จ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันกรุงเทพฯ จมน้ำทะเลหนุนอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) สำรวจ “เสียงคนไทย 2568: วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งแก้!” จำนวนมากกว่าหนึ่งพันคนทั่วประเทศ พบว่า กว่า 88% ของประชาชน ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางถึงรุนแรง ทั้งต่อสุขภาพ รายได้ และทรัพย์สิน โดยปัญหาสิ่งแวดล้อม 3 อันดับแรกที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ ได้แก่ มลพิษทางอากาศ (PM2.5) 42% การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) 22% และมลพิษขยะ และของเสีย 15% ขณะเดียวกัน คนส่วนใหญ่อยากให้พรรคการเมืองเร่งผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อม 3 อันดับแรก ได้แก่ กฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) การจัดการน้ำทั้งระบบ (แก้ผังเมือง/ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง) การจัดการขยะครบวงจร (Zero Waste)

นอกจากนี้ภายในงาน ยังได้เปิดเวทีเสวนา “อนาคตสิ่งแวดล้อมไทยหลังการเลือกตั้ง” โดยได้รับเกียรติจากนักวิชาการด้านสังคม ภาคธุรกิจ สิ่งแวดล้อมและคนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย ศ. ดร.จำลอง โพธิ์บุญ ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ศ. ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดี (ความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะกรรมการบริหารองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ คุณกานต์รวี ศรีแสงทรัพย์ เครือข่ายเยาวชนระดับโลก

ด้านความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย (Global Youth Biodiversity Network for Thailand: GYBN) ร่วมวงเสวนาถกประเด็นนโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมือง