3 กรกฎาคม วันปลอดพลาสติกสากล (In Thai)

Thematic Areas: Plastic Waste

วันที่ 3 กรกฎาคมของทุกปี ได้ถูกกำหนดให้เป็น “วันปลอดถุงพลาสติกสากล” (International Plastic Bag Free Day) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2008 โดยองค์กร Plastic Bag Free World เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชาชนทั่วโลกตระหนักถึงวิกฤตขยะและปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (single-use plastic) โดยเฉพาะถุงพลาสติก รวมถึงส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งธีม (Theme focus) ในปี 2026 เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการ “เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพื่อก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” หรือ “Breaking Free from Single-Use Plastics: Towards a Sustainable Future” โดยส่งเสริมให้ประชาชนหันมาเลือกใช้วัสดุทดแทนที่ย่อยสลายได้ เช่น กระดาษ ถุงผ้า หรือวัสดุอื่น ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แทนการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

จากรายงานของขององค์การสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า มีถุงพลาสติกถูกใช้มากกว่า 5 ล้านล้านใบทั่วโลก ในแต่ละปีและถุงพลาสติกส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ในแต่ละปีมีการผลิตพลาสติกทั่วโลกมากกว่า 400 ล้านตัน ในจำนวนนี้พลาสติกมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นการออกแบบมาสำหรับการใช้งานเพียงครั้งเดียว และมีไม่ถึง 10% ที่สามารถนำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ โดยพบว่ามีปริมาณขยะพลาสติก 19 - 23 ล้านตัน ที่หลุดรอดไปสู่ธรรมชาติ ทั้งทะเลสาบ แม่น้ำ และมหาสมุทร ซึ่งเทียบเท่าได้กับน้ำหนักของหอไอเฟล 2,200 อาคารรวมกัน สำหรับประเทศไทยมีการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วสูงถึง 45,000 ล้านใบต่อปี (เฉลี่ยใช้ 25 นาทีต่อใบ) และสร้างขยะพลาสติกกว่า 2 ล้านตันต่อปี สำหรับประเทศไทยถูกจัดลำดับเป็นประเทศต้น ๆ ที่สร้างขยะพลาสติก โดย 1 ใน 3 ของขยะพลาสติกดังกล่าวถูกกำจัดโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องจึงเกิดการหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมและแตกสลายตัวกลายเป็นไมโครพลาสติก (Micro-Plastics) ตกค้างสะสมทั้งในทะเล แหล่งน้ำต่าง ๆ และตะกอนดิน และเนื่องจากไมโครพลาสติกมีขนาดอนุภาคที่เล็กมาก จึงสามารถแพร่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้นทำให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในทะเลกลืนกินไมโครพลาสติกเข้าไปเกิดการสะสมในห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบนิเวศทางทะเลโดยรวมและปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการทำงานของฮอร์โมน ลดภาวะเจริญพันธุ์ ทำลายระบบประสาท และ/หรือก่อให้เกิดมะเร็งได้ นอกจากนี้ ในกระบวนการผลิตพลาสติกยังมีสารเคมีมากกว่า 13,000 ชนิดที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อมูลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับบ่งชี้ให้เห็นว่าสารเคมีในพลาสติกมากกว่า 3,200 ชนิดมีคุณสมบัติที่เป็นอันตรายที่สามารถคงอยู่และเคลื่อนที่ได้ในสิ่งแวดล้อม โดยมลภาวะจากพลาสติกเป็นความท้าทายระดับโลก หากทั่วโลกยังคงใช้มาตรการการดำเนินงานแบบเดิมต่อไป ภายในปี ค.ศ. 2060 องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าปริมาณขยะพลาสติกจะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า และหากมนุษย์ยังใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งต่อไป ภายในปี ค.ศ. 2050 ปริมาณขยะพลาสติกในมหาสมุทรอาจมีน้ำหนักมากกว่าปลาทั้งหมดที่มีอยู่รวมกัน

ทั่วโลกได้พยายามผลักดัน “สนธิสัญญาพลาสติกโลก” หรือ “Global Plastic Treaty” ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเพื่อยุติวิกฤตมลพิษขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกภายในปี ค.ศ. 2040 ครอบคลุมตั้งแต่วงจรชีวิต (Life cycle) การออกแบบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัด ในส่วนของประเทศไทย มีการใช้มาตรการงดแจกถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อหลายแห่ง รวมทั้งการเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน (Extended Producer Responsibility: EPR) ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่นำหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตมาบังคับใช้ในประเทศไทย โดยกำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้ง่ายต่อการรีไซเคิล และมีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียกคืนหรือการเก็บรวบรวมขยะบรรจุภัณฑ์หรือซากผลิตภัณฑ์ฯ จากผู้บริโภคเข้าสู่ระบบการจัดการอย่างถูกต้อง ให้มีกลไกมัดจำคืนเงิน (Deposit-refund) บรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคส่งคืนขยะให้กับผู้ผลิต และเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ร่วมกับ สมาคมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมเพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืนและเครือข่าย PPP Plastics โดยสมาคม PPP Plastics เป็นองค์กรกลางในการประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อจัดการปัญหาขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนด้วยหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการลดปริมาณขยะพลาสติก เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุใช้แล้วเพื่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สอดคล้องกับ Road map การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 - 2573 ที่มีเป้าหมายสูงสุดในการลด เลิกใช้ และนำขยะพลาสติกเป้าหมายกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล 100% รวมทั้ง การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการหมุนเวียนพลาสติก (Plastics Circularity Ecosystem) และการจัดการขยะอย่างยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่นโยบายและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการจัดการวัสดุใช้แล้วตั้งแต่ต้นทาง การรีไซเคิล ไปจนถึงการสร้างโมเดลระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบฐานข้อมูลระดับประเทศสำหรับวัสดุรีไซเคิล เพื่อรองรับการจัดการวัสดุตามหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR)

โดยวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือ การลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมบูรณาการความร่วมมือกันในการลดการใช้งานพลาสติกที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะการลด ละ เลิก การใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastic) และการนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ในการจัดการขยะพลาสติกอย่างเป็นระบบตั้งแต่ภาคการผลิต การบริโภค ไปจนถึงการจัดการของเสียด้วยกระบวนการใช้ซ้ำ (Reuse) หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการผลิตใหม่ (Re-material) ซึ่งในอนาคตหากประเทศไทยสามารถบูรณาการการพัฒนาระบบจัดการพลาสติกและเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ก็จะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจสีเขียวที่สมบูรณ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ได้อย่างยั่งยืน

“TEI ขอร่วมเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสังคมไทยสู่ยุคแห่งการใช้พลาสติกอย่างรับผิดชอบและชาญฉลาด
เพื่อคืนสมดุลให้สิ่งแวดล้อมและแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย”

 
#PlasticBagFreeDay2026 #BreakFreeFromPlastic #SayNoToPlastic 


เรียบเรียงโดย:
ภิญญดา เจริญสิน
ผู้อำนวยการฝ่ายเครือข่ายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
อ้างอิงข้อมูลจาก:
https://www.unep.org/topics/chemicals-and-pollution-action/plastic-pollution
https://www.unep.org/topics/chemicals-and-pollution-action/plastic-pollution/chemicals-plastics
https://www.vedantu.com/blog/international-plastic-bag-free-day