ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) สะท้อนมุมมองจากการเข้าร่วมเวที Regional Pollution Forum ที่เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ระหว่าง 2–3 มีนาคม 2569
เวทีครั้งนี้ได้สะท้อนว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญ “โจทย์เดียวกัน” แม้หลายประเทศได้ริเริ่มนโยบายและมาตรการใหม่ ๆ อย่างจริงจัง แต่ปัญหามลพิษกลับขยายตัวเร็วกว่าอัตราการแก้ไขหลายเท่า สะท้อนว่าเรากำลังวิ่งไล่เงาของปัญหามลพิษที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
มลพิษทางอากาศได้รับการโหวตจากผู้เข้าร่วมเกือบ 100 คน ว่าเป็นประเด็นเร่งด่วนอันดับหนึ่ง รองลงมาคือมลพิษจากสารเคมี ขยะและพลาสติก
แม้ในบางพื้นที่ได้ระดมความร่วมมือลงพื้นที่ เพื่อพัฒนาต้นแบบลดการเผาในพื้นที่ แต่ไม่สามารถขยายผลเชิงระบบ ช่องว่างระหว่าง “โครงการนำร่อง” กับ “การเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง” ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องร่วมกันขบคิด
เวทีนี้ยังเน้นย้ำถึงมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทำร้ายกลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ที่ต้องเผชิญควันพิษเป็นประจำในชีวิตประจำวัน เช่น ตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่บนท้องถนน หรือผู้ปฏิบัติงานในศาสนสถานที่ต้องสูดดมควันธูปทุกวัน มลพิษจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงาน แต่คือความเสี่ยงของผู้คน
ประเด็นมลพิษข้ามพรมแดนก็ถูกหยิบยกมาหารือ โดยเฉพาะขยะพลาสติกทะเลที่ล่องลอยจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง บางส่วนมาจากชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่ง บางส่วนเกิดจากระบบจัดการขยะที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อขยะหลุดรอดสู่ทะเล สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเลมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่อาจแก้ไขได้ด้วยความพยายามของประเทศใดประเทศหนึ่ง
ข้อสรุปของเวทีอาจคล้ายกับหลายเวทีที่ผ่านมา คือ ต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ พัฒนาฐานข้อมูลและงานวิจัยที่เชื่อมโยงกัน ยกระดับมาตรการให้มีผลบังคับใช้จริง เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนและชุมชนมีส่วนร่วม และทำให้ข้อมูลเชิงวิชาการถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
หากยังตามแก้ปัญหาด้วยจังหวะเดิม ภูมิภาคของเราจะยังคงไล่ตามปัญหาที่รุนแรงขึ้นทุกปี บทเรียนจากเวทีนี้จึงชัดเจนว่า ความร่วมมือมีอยู่ ความตระหนักก็มีอยู่ แต่สิ่งที่ต้องเร่งให้มากกว่านี้คือ ความเร็วในการเปลี่ยนผ่าน เพราะวิกฤตไม่ได้รอเรา และเราจำเป็นต้องจับมือกันเดินหน้าให้เร็วขึ้น
Share: