TEI จัดกระบวนการศึกษาดูงานและพัฒนาศักยภาพผู้นำเมืองคู่ขนานจังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่งเสริมการลดการเผา ร่วมแก้ปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดน (In Thai)

6-8 มีนาคม 2569 สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI โดยโครงการพัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนาน ไทย ลาว เมียนมา ขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน ด้วยสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. โดยคุณวิลาวรรณน้อยภา หัวหน้าโครงการ มอบหมายให้คณะวิจัย จัดกิจกรรมศึกษาดูงานและพัฒนาศักยภาพผู้นำเมืองคู่ขนานส่งเสริมการลดการเผา ณ บ้านห้วยน้ำใส โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงสบเมย อำเภอสบเมย และ บ้านหนองเขียว ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน 

การศึกษาดูงานครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน อาจารย์ประเสริฐ ประดิษฐ์ แป็นตัวแทนภาคประชาสังคม และผู้นำองค์กรภาคประชาชนฝั่งเครือข่ายกำลังตามแนวชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้แก่ สหภาพกะเหรี่ยง The Karen National Union (KNU) พรรคก้าวหน้าแห่งชาติคาเรนนี Karenni National Progressive Party (KNPP) แนวร่วมปลดปล่อยประชาชนแห่งชาติกะเหรี่ยง Karenni Nationalities People’s Liberation Front (KNPLF) สภากอบกู้รัฐฉาน Restoration Council of Shan State/Shan State Army (RCSS/SSA) กองกำลังอาสาสมัคร (ปิตุจิ้ด) Shan State South (SSS) และKTA สมาคมกะเหรี่ยงไทย เข้าร่วมกิจกรรม และได้รับเกียรติจาก นายวุฒิฉัตร เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาพื้นที่สูงฯ นายธนดล นวลจันทร์ ประมงจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเจ้าหน้าที่จากสวพส. เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ในการศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้

กรณีบ้านห้วยน้ำใส ตำบลสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาพื้นที่สูง “ห้วยน้ำใสโมเดล” ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ใจความสำคัญของการพัฒนาคือการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรจากการทำ *"ไร่หมุนเวียน"* ซึ่งมีการเผาป่าและใช้พื้นที่จำนวนมาก ไปสู่ระบบเกษตรยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้กลยุทธ์ "การตลาดนำการผลิต" ผ่านระบบสหกรณ์เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชาวบ้าน กระบวนการพัฒนาเริ่มต้นจากการ จัดสรรโซนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน เพื่อคืนพื้นที่ป่าชุมชนและลดปัญหาการเผาป่า ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ต้นน้ำอย่างเป็นระบบ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากพืชเศรษฐกิจ เช่น กาแฟ  และอะโวคาโด ขณะเดียวกันสามารถคืนพื้นที่ป่าชุมชนได้กว่า 700 ไร่ และลดปัญหาการเผาป่าได้อย่างยั่งยืน 

กรณีโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนพื้นที่บ้านหนองเขียว ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา โดยส่งเสริมการปรับเปลี่ยนจากเกษตรแบบดั้งเดิมสู่เกษตรปราณีตที่มีมูลค่าสูง พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งน้ำ และพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ผักอินทรีย์ เสาวรสหวาน อะโวคาโด และกาแฟอาราบิก้า ควบคู่กับการจัดตั้งกลุ่มเตรียมสหกรณ์เพื่อบริหารจัดการด้านการตลาด ส่งผลให้ชุมชนมีรายได้มั่นคง ลดการทำไร่เลื่อนลอย และส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการลดการเผา รวมทั้งสร้างความมั่นคงทางอาหารและพัฒนาเยาวชนในท้องถิ่นเพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต

จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พบว่าแนวทางการพัฒนาในอนาคตควรมุ่งยกระดับโมเดลการเกษตรมูลค่าสูงและเกิดความยั่งยืนมากขึ้น โดยส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เช่น อะโวคาโด ให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สร้างรายได้และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมในครัวเรือน ควบคู่กับการดึงดูดคนรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer ให้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาชุมชนผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร นอกจากนี้ การขยายผลควรเริ่มจากเกษตรกรต้นแบบที่มีความพร้อมและกล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นตัวอย่างความสำเร็จให้กับชุมชน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารเป็นพื้นฐานก่อนการพัฒนาพืชเศรษฐกิจ ใช้การปลูกกาแฟเป็นจุดเริ่มต้นในการลดการเผาและอนุรักษ์ป่า เนื่องจากเป็นพืชที่ต้องการร่มเงาและสร้างรายได้ระยะยาว และแนวทางการพัฒนาพื้นที่ชายแดนควรยึดหลักมนุษยธรรมและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเกษตรปลอดภัย เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน