1 พฤศจิกายน 2564 | 13:42 น.

อนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมสองฉบับ ได้รับการรับรองจากการประชุมสหประชาชาติ พร้อมกันเมื่อ พ.ศ. 2535 แต่การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา (COP) ทั้งสองในช่วงนี้ กลับได้รับความสนใจจากสื่อและสังคมต่างกัน

ก็คือ กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่รู้จักกันในชื่อ UNFCCC และ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ CBD ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาทั้งสองฉบับ ในปลายปี 2564 นี้ ได้มีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา (COP) ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 15 (CBD COP15) จัดขึ้นที่คุณหมิง ประเทศจีน โดยการประชุมส่วนแรก จัดขึ้นระหว่าง 11-15 ตุลาคม 2564 และการประชุมส่วนที่สอง ระหว่าง 25 เมษายน ถึง 8 พฤษภาคม 2565  ขณะที่การประชุม UNFCCC COP26 จัดขึ้นเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสก็อตแลนด์ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2564

การประชุม COP ของอนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมทั้งสองฉบับนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อและสังคมที่แตกต่างกันมาก เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิกาศ (Climate Change) ได้รับการสื่อสารมาต่อเนื่องและมีความพยายามค้นหาคำศัพท์ง่ายๆ มาอธิบายความ ขณะที่ประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ยังเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก และเข้าใจกันอยู่ในวงนักวิชาการ ว่าเรื่องนี้มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติไม่น้อยไปกว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เพราะ “การมีความหลากหลายของระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์ และสายพันธุ์ ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง” อันเป็นความหมายของความหลากหลายทางชีวภาพ นั่นก็คือ ความมั่นคงของสิ่งมีชีวิตบนผืนโลก ลองคิดดูว่าหากมนุษย์ สัตว์ หรือพืช ไม่มีความแตกต่างกันแล้ว หากมีภัยหรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น เช่น การแพร่ระบาดของโรค ก็ทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่มีภูมิต้านทานเหมือนกัน มีโอกาสสูญพันธุ์ไปพร้อมๆ กัน

การจัดการความหลากหลายของประเทศไทย ซึ่งเรามีครบทั้ง 7 ระบบนิเวศ อันได้แก่ ภูเขา ป่าไม้ พื้นที่แห้งแล้งกึ่งชื้น เกษตร แหล่งน้ำจืด ทะเล และเกาะ อีกทั้งประเทศไทยยังมีความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ในลำดับต้นๆ ของโลกนั้น ได้ดำเนินการผ่านแผนแม่บทการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และแผนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนของชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งพึ่งพิงธรรมชาติ ได้ใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงไม่แปลกที่บางชุมชนได้มีการปกป้องพื้นที่ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและการปรับใช้เครื่องมือใหม่ๆ จนมีความโดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ขณะที่บางชุมชนยังมีปัญหาเกี่ยวกับความทับซ้อนของที่ดินซึ่งอาศัยอยู่และทำกินกับการประกาศพื้นที่อนุรักษ์ ที่รัฐไม่ควรเดินหน้าโดยทิ้งคนกลุ่มนี้ไว้ข้างหลัง ซึ่งจะสวนทางกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ SDGs ที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาอย่างทั่วถึงโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ย้อนกลับไปดูผลการประเมินดำเนินงานตามแผนแม่บทว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อปี 2562 ซึ่งพบว่าการดำเนินงานโดยรวมมาถูกทิศทางแล้ว แต่ก็มีบทเรียนที่ควรนำไปคิดต่อในการจัดทำแผนระยะต่อไป ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศและกระแสโลก
  1. การกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับความเร่งด่วนของปัญหาและเป้าหมายของประเทศ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพของกลไกการคุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์ การฟื้นฟูความสมบูรณ์ของพื้นที่เกษตรกรรม การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง รวมถึงการสร้างความเข้าใจและความตระหนักเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น
  2. การกำหนดตัวชี้วัดให้สะท้อนเป้าหมายอย่างครอบคลุม เช่น ลดมลพิษที่คุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งคุณอากาศ คุณภาพน้ำ และขยะทะเล
  3. การให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีคุณค่าด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของชนิดพันธุ์สำคัญ  มีแนวโน้มถูกคุกคาม และยังมีประสิทธิภาพในการจัดการไม่เพียงพอ
  4. การบูรณาการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นกระแสหลักในการพัฒนา ทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยวและบริการ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเมือง
  5. การจูงใจและเพิ่มบทบาทของชุมชนท้องถิ่น ภาคธรุกิจเอกชน และสถานบันการศึกษาวิจัย ในการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างชัดเจน

ท้ายสุด ต้องเน้นย้ำว่าทุกคนมีส่วนรักษาความหลากหลายทางชีวภาพจากการกินการอยู่ โดยต้องปรับเปลี่ยนความเชื่อและค่านิยมบางเรื่อง อาทิ ความเชื่อในการบริโภคเครื่องในสัตว์หายากหรือพืชหายากเพื่อบำรุงสุขภาพ การบริโภคหูฉลามซึ่งเป็นเพียงครีบส่วนเล็ก ๆ แต่ต้องคร่าทั้งชีวิต ความนิยมผักผลไม้ต่างถิ่นจนทำให้ชนิดพันธุ์ท้องถิ่นสูญหาย การท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติโดยหยิบจับหรือเก็บชิ้นส่วนของพืชและสัตว์กลับมาด้วย การทิ้งขยะพลาสติกในแหล่งท่องเที่ยวทำให้สัตว์กลืนกินเข้าไปจนมีผลต่อระบบทางเดินอาหารและเสียชีวิตในที่สุด รวมถึงการที่เราไม่มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ ยกตัวอย่าง การที่เราชอบทานปลาทะเลบางชนิดที่ถูกจับขึ้นมาพร้อมกับปลาหรือสัตว์ทะเลอื่นซึ่งไม่เป็นนิยมทาน

พฤติกรรมและค่านิยมของคนเรานี่เอง ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้ที่ดิน การตักตวงประโยชน์จากธรรมชาติจนเกินกำลังการทดแทน การผลิตที่เกิดของเสียและปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในยุคต่อไป จึงต้องคำนึงถึงการสื่อสารข้อมูล และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่คุกคามความหลายทางชีวภาพให้มากขึ้นด้วย

ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการประชุม CBD COP15 ส่วนที่สองที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายเดือนเมษายน 2565 ในการเสนอทิศทางเรื่องนี้ให้เป็นกระแสหลักอย่างจริงจัง เพื่อให้มีผลต่อการดำเนินงานทั้งทางด้านการอนุรักษ์และการพัฒนาของประเทศไปในทิศทางเดียวกัน






สรุปการสะท้อนความคิดเห็น คุณเบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาแผนงานและโครงการ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในการเสวนา Dialogue Forum 4: Racing to save the world’s disappearing Biodiversity เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2564 จัดโดย สำนักข่าว Bangkok Tribune ด้วยความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตร และการสนับสนุนของมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์
ติดตามการเสวนาย้อนหลังเพื่อรับฟังความเห็นของหลากหลายภาคส่วนได้ที่ https://web.facebook.com/thaisej/?_rdc=1&_rdr