การผังเมืองกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

 
8 พฤศจิกายน 2564 | 15:55 น.


ปัจจุบันประเด็นสิ่งแวดล้อมทั้งในและระหว่างประเทศ ล้วนมีความเชื่อมโยงกับประเด็นต่าง ๆ ที่หลากหลาย ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการพัฒนาเมือง ดังที่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) ของสหประชาชาติ ที่บูรณาการทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้ง 17 เป้าหมาย โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 11 ด้านเมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์อย่างยั่งยืน

ยิ่งสถานการณ์และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ดังกรณีอุณหภูมิสูงขึ้นในประเทศคานาดา การเกิดภาวะอุทกภัยในยุโรปและจีน รวมทั้งกรณีน้ำท่วมในประเทศไทย ซึ่งธนาคารโลก (World Bank) ได้ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยเมื่อปี 2554 มีมูลค่ากว่า 1.44 ล้านบาท สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง มาจากปัญหาการพัฒนาทางกายภาพ เพื่อรองรับกิจกรรมของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งปลูกสร้าง ส่งผลให้มีการขยายตัวของเมืองและชุมชนไร้ทิศทาง ขาดความสมดุล และส่งผลกระทบย้อนกลับมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการใช้พื้นที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว รวมทั้งผลกระทบสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ได้แก่ การพังทลายของดิน การกัดเซาะชายฝั่ง มลพิษทั้งขยะมูลฝอย กากของเสีย น้ำเสีย และมลพิษทางอากาศ เป็นต้น แม้ในช่วงปัญหาการระบาดโควิด-19 ที่สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปจะได้รับฟื้นฟูดีขึ้น แต่ก็เป็นเพียงช่วงระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ลดลง

สิ่งต้องคำนึงมากกว่านั้น ก็คือ ผลการศึกษา “ดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศโลก (Global Climate Risk Index-CRI)” ปี 2021 ที่จัดทำโดย “Germanwatch” ได้ระบุว่า ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีภาวะความเสี่ยง ที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในอันดับที่ 9 ของโลก ที่จะก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตชุมชนเมืองที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เข้มข้น ขาดการวางผังเมืองที่ดี และเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง

ประเด็นดังกล่าว ทำให้เราต้องใช้ความพยายามในการรับมือ และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มากยิ่งขึ้น ดังที่ในหลายประเทศได้ตื่นตัวในการบรรลุความตกลงปารีส ซึ่งจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มแหล่งเก็บกักหรือดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่ป่า และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองควบคู่กัน รวมทั้งการวางแผนการใช้ระบบธรรมชาติในการลดภาวะความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ ระบบนิเวศทางธรรมชาติ เพื่อการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อม (Nature-based Solution หรือ Ecosystem-based Adaptation) และแนวคิดการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอาศัยกระบวนการวางผังเมืองอย่างบูรณาการ ในการออกแบบเมือง การควบคุมการใช้ที่ดินและโครงข่ายการคมนาคมขนส่ง เพื่อให้การตั้งถิ่นฐานและการพัฒนาเมือง เป็นไปอย่างเป็นระบบ 

หากย้อนกลับมามองสถานการณ์ในประเทศไทย จะเห็นได้ว่ามีการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยบุกรุก และใช้พื้นที่ธรรมชาติที่เกินศักยภาพในหลายพื้นที่ ดังตัวอย่าง การขยายเมืองรุกล้ำพื้นที่ระบบนิเวศป่าบุ่งป่าทาม อันเป็นพื้นที่รองรับน้ำและช่วยบรรเทาอุทกภัยในฤดูน้ำหลาก และเก็บกักน้ำซึ่งช่วยบรรเทาความแห้งแล้งในฤดูแล้ง จึงทำให้เกิดผลกระทบตามมา เช่นกรณีน้ำท่วมในพื้นที่เมืองอุบลราชธานี ที่มีความถี่และระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ริมแม่น้ำมูล และริมแม่น้ำชี หรือการก่อสร้างแนวผนังกันตลิ่งริมแม่น้ำที่เป็นโครงสร้างแข็ง ไม่มีความยืดหยุ่นในการรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ได้สร้างปัญหาแล้วในหลายพื้นที่เช่นเดียวกัน 

ถึงเวลาแล้วที่ต้องทบทวนเกี่ยวกับการผังเมือง โดยปรับใช้แนวคิดระบบนิเวศทางธรรมชาติ ในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Ecosystem-based Adaptation หรือ EbA) ในการวางนโยบายและดำเนินการ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากระบบธรรมชาติ ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ หนองน้ำตามธรรมชาติ หากจะสร้างสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ก็คำนึงถึงสภาพธรรมชาติ หรือเลียนแบบสภาพธรรมชาติดั้งเดิม หรือโครงสร้างเขียว (Green Infrastructure) โดยระบบ EbA จะก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือกระจก การป้องกันน้ำท่วม การฟื้นฟูควาหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการทรัพยากรน้ำ และการลดปัญหามลพิษทางน้ำ โดยดำเนินการให้สอดคล้องกับการวางแผนการพัฒนาการใช้ที่ดิน และการพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกับสภาพทางธรรมชาติแต่ละพื้นที่ ประเด็นสำคัญ คือ การดำเนินการในการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม คือ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยึดความสมารถในการรองรับระบบนิเวศทางธรรมชาติ รวมทั้งการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ

นอกจากนี้ การวางผังเมืองต้องคำนึงถึงความสำคัญ ในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม การกำหนดเขตสงวน เขตอนุรักษ์ หรือเขตพัฒนาด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การจัดการให้มีพื้นที่โล่งตามธรรมชาติและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว  เพื่อลดความเสี่ยงและบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบจากสาธารณภัย จึงถือว่ามาตรการผังเมืองเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการป้องกัน และลดผลกระทบต่อภัยพิบัติที่ยั่งยืนที่สุด
ข้อมูลอ้างอิง

McVitte A., L. Cole, A, Wreford, A. Sgabbi, and B. Yordi. 2018 Ecosystem-based solutions for disaster risk reduction: Lessons from European applications of ecosystem-based adaptation measures; international Journal of Disaster Risk Reduction: Volume 32, December 2018, Page 42-54

วิจารย์ สิมาฉายา. 2563. “New Normal ชีวิตวิถีใหม่และโอกาสในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” วารสารวิชาการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2563 หน้า 65 -82.Wijarn Simachaya. 2021.”Sustainable Consumption and Production Policies towards Green Recovery in Thailand” In: 15th Asia-Pacific Roundtable for Sustainable Consumption and Production.

บทความโดย ดร. วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย