ไผ่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG

 
19 ตุลาคม 2564 | 12:14 น.

ไผ่เป็นพืชโตเร็ว มีศักยภาพทดแทนสูงและยั่งยืน

ไผ่ เป็นพืชที่มีความสามารถกระจายพันธุ์ได้อย่างกว้างขวาง โตเร็วทันใช้ สามารถหมุนเวียนและทดแทนต้นที่ถูกตัดได้เร็ว จึงถือเป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพในการทดแทนสูงและยั่งยืน สำหรับประเทศไทยนั้นมีไผ่กระจายอยู่ทั่วประเทศพบไผ่ 69 ชนิด ขณะที่มีการสำรวจพบไผ่ทั่วโลกประมาณ 1,500 ชนิด (กรมป่าไม้, 2562)



ต้นไผ่ประกอบด้วยเซลลูโลสเกือบทุกส่วน สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนได้ดี และยังให้มวลชีวภาพต่อไร่สูงว่าพืชชนิดอื่นในระยะเวลาและพื้นที่เท่ากัน จึงช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อนได้สูงกว่าต้นไม้ทั่วไป ส่วนรากไผ่ช่วยยึดหน้าดินและป้องกันการพังทลายของดินได้ดี จึงมักปลูกไว้เป็นแนวริมน้ำเพื่อป้องกันตลิ่งพัง
 
ไผ่เป็นไม้อเนกประสงค์สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่เหง้า กอ หน่อ ใบ กาบ เมล็ด กิ่ง แขนง และลำต้น คนไทยมีความใกล้ชิดกับไผ่ตั้งแต่เกิด กิน ใช้ และที่อยู่อาศัย ตลอดจนมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของไทยมายาวนาน ทุกวันนี้ไผ่มีบทบาทสำคัญในทางการค้ามากขึ้น ด้วยเนื้อไม้ไผ่ที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา แต่ยืดหยุ่นสามารถดัดโค้งงอได้ดี จึงนิยมนำใช้ในงานก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์มูลค่าสูง นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติที่ดีใช้เป็นวัสดุทดแทนไม้และใช้ในอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ รวมถึงการผลิตถ่านคุณภาพที่นำไปใช้ในยา เวชสำอาง อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์  

ไผ่มีศักยภาพทางการค้า  

ชนิดพันธุ์ไผ่ที่สำรวจพบในประเทศไทยเป็นไผ่พื้นเมืองกว่า 50 ชนิด พบกระจายในภาคเหนือมากที่สุด ไผ่ที่พบมาก ได้แก่ ไผ่รวก ไผ่ซางนวล ไผ่ไร่ ด้วยลักษณะภูมิประเทศและสภาพอากาศของประเทศไทย เอื้อต่อการเจริญเติบโตของไผ่หลายชนิด จึงเป็นข้อได้เปรียบในการพัฒนาให้เป็นแหล่งไผ่เศรษฐกิจ  โดยมีพื้นที่ปลูกไผ่เพื่อการค้าทั้งหมดประมาณ 9.2 หมื่นไร่ (กรมพัฒนาที่ดิน, 2563) ปลูกมากที่สุดอยู่ในภาคตะวันออก ประมาณ 4 หมื่นไร่ รองลงมาคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยจังหวัดปราจีนบุรี เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกไผ่เพื่อการค้ามากที่สุด (สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี, 2562)
 

ประเทศไทยมีธุรกิจการค้าเกี่ยวกับไผ่ 2 ลักษณะ ได้แก่ ไผ่ที่ยังไม่ได้แปรรูปโดยส่งออกเป็นลำไผ่ และไผ่ที่แปรรูปแล้ว ได้แก่ ไม้ไผ่อัด ผลิตภัณฑ์จักสาน หน่อไม้อัดปี๊บ เป็นต้น


ข้อมูลกรมศุลกากร (2563) แสดงให้เห็นว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจากไผ่ ในช่วง พ.ศ. 2558-2562 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยใน พ.ศ. 2562 มีมูลค่าการส่งออกรวม 587.16 ล้านบาท เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) กลุ่มอาหาร 2) กลุ่มไม้ไผ่ไม่แปรรูป 3) กลุ่มไม้ไผ่แปรรูป 4) กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ 5) กลุ่มจักสาน 6) กลุ่มเยื่อไผ่ และ 7) กลุ่มถ่านไม้ไผ่

ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากไผ่จากต่างประเทศ มีมูลค่ารวม 238.07 ล้านบาท โดยสินค้ากลุ่มจักสานเยื่อไผ่ ไม้ไผ่แปรรูป และถ่านไม้ไผ่ มีแนวโน้มลดลง ส่วนสินค้ากลุ่มอาหารและกลุ่มไม้แปรรูปมีมูลค่ารวมของการนำเข้าเพิ่มขึ้น  กระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไผ่ในประเทศไทย ยังขาดความเชื่อมโยงให้ครบตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า หากสามารถพัฒนาได้จะช่วยส่งเสริมให้สามารถนำไผ่มาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด
 
ห่วงโซ่ของการผลิตไผ่มีความเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ทั้งเกษตรกรผู้ผลิตกล้าพันธุ์ไผ่ หน่อไม้ ลำไผ่ ไม้ไผ่อัดถ่านคุณภาพสูงจากไม้ไผ่ โดยปัจจุบันยังขาดความเชื่อมโยงตลอดทั้งห่วงโซ่ ดังกรณีของการผลิตไม้ไผ่อัดที่ต้องการไผ่ลำตรง อายุ 3 ปีขึ้นไป และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 นิ้ว ทำให้บริเวณปลายของลำไผ่ที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก รวมลำไผ่ที่มีลำคดงอ ถูกคัดทิ้งโดยไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ทั้ง ๆ ที่ยังสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ผลิตเป็นถ่านไม้ไผ่คุณภาพสูง หรือเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลจากไผ่ ตะเกียบจากไผ่ และไม้จิ้มฟันจากไผ่ เป็นต้น

ไผ่มีคุณค่าใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน

​จากการวิเคราะห์คุณค่าทางการค้าของไผ่ในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีพื้นที่ปลูกไผ่มากที่สุดในประเทศ ครอบคลุมการผลิตกล้าไผ่ หน่อไม้ ลำไผ่ ไม้ไผ่อัด และถ่านคุณภาพจากไม้ไผ่ สรุปได้ดังนี้

การผลิตกล้าพันธุ์ไผ่ ใช้พื้นที่น้อย ต้นทุนไม่สูงนัก ประกอบด้วย ค่าต้นกล้าไผ่ ค่าปุ๋ยมูลไก่ ค่าน้ำ ค่าดูแลและจัดการสวนไผ่ และค่าจ้างแรงงาน โดยให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่ค่อนข้างสูง จากการขายกล้าพันธุ์ไผ่ตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไป ราคาขายปลีกกิ่งพันธุ์ไผ่จะสูงกว่าราคาขายส่งประมาณสองเท่า หากมีการปลูกพืชอื่นเสริมจะช่วยสร้างรายได้ในช่วง 2 ปี หลังการลงทุนซึ่งเป็นช่วงรอจำหน่ายกล้าพันธุ์ไผ่  

การผลิตหน่อไม้  มีต้นทุนไม่สูง ส่วนใหญ่เป็นค่าต้นกล้าไผ่ ค่าปุ๋ยมูลไก่ ค่าน้ำ ค่าแรงงาน ค่าดูแลและจัดการสวนไผ่ โดยเกษตรกรจะมีรายได้จากการขายหน่อไม้ในปีที่ 3 เป็นต้นไป หน่อไม้ในฤดูสามารถขายได้ในราคาค่อนข้างต่ำเนื่องจากผลผลิตที่มีมากกว่าความต้องการของตลาด หากเป็นพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอจะสามารถผลิตหน่อไม้นอกฤดูซึ่งสามารถขายได้ราคาสูงกว่ามาก ยิ่งนำไปแปรรูปเป็นหน่อไม้ดองก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้อีก


การผลิตลำไผ่ มีต้นทุนประกอบด้วย ค่าต้นกล้า ค่าปุ๋ยมูลไก่ ค่าแรงงานในการดูแลและจัดการสวนไผ่ แม้การปลูกไผ่ในช่วง 3 ปีแรก เกษตรกรจะไม่มีรายได้จากการขายลำไผ่ แต่สามารถสร้างรายได้จากการตัดสางลำไผ่ หรือการขายหน่อไม้ได้ ราคาขายลำไผ่นั้นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการและขนาดของลำไผ่ หากเลือกชนิดพันธุ์ที่หมาะสมและมีความรู้ในการปลูกและการจัดการไผ่ จะช่วยเพิ่มมูลค่าในการขายลำไผ่ได้ดี
 
การผลิตไม้ไผ่อัด เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกทดแทนไม้จริงหรือไม้ประเภทอื่น ๆ โดยเป็นกระบวนการที่มีต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งสารเคมีสำหรับการป้องกันเนื้อไม้ ค่าแรงงาน ค่าขนส่ง ต้นทุนการบริหารจัดการ ต้นทุนการตลาด รวมถึงการจัดตั้งโรงงานและเครื่องจักรในการดำเนินการ แม้แนวโน้มความต้องการใช้ไม้ไผ่อัดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องนำเข้าไม้มาจากต่างประเทศ แต่วัตถุดิบเนื้อไม้ที่จะนำมาใช้ในกระบวนการผลิตไม่เพียงพอ

การผลิตไม้ไผ่อัดมีต้นทุนค่อนข้างสูง แต่แนวโน้มความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องนำเข้าไม้มาจากต่างประเทศ เนื่องจากวัตถุดิบเนื้อไม้ที่จะนำมาใช้ในกระบวนการผลิตดังกล่าวไม่เพียงพอ  
 
การผลิตถ่านคุณภาพจากไผ่ ใช้ลำไผ่ที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งลำ โดยนำไปเผาในอุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ทำให้ได้ถ่านคุณภาพที่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศต้องการ ส่วนใหญ่นำไปใช้ประโยชน์ทางยา ทางเวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เป็นต้น การผลิตถ่านคุณภาพจากไม้ไผ่ในประเทศไทยยังมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากยังขาดผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ และมีการลงทุนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าอุปกรณ์เตาเผาซึ่งสูงถึงหลักล้านบาท

ไผ่มีโอกาสขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG

การเติบโตของตลาดไผ่และสินค้าที่ทำจากไผ่มีมากขึ้น โดยเฉพาะการนำไผ่มาเป็นวัสดุทดแทนไม้ ถือเป็นการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

ความต้องการของอุตสาหกรรมที่ใช้ไผ่เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตมีมากขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระดาษ ได้ส่งผลต่อตลาดไผ่โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิคมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีอัตราการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เยอรมัน และฝรั่งเศส

ประกอบกับประเทศไทยได้ประกาศให้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ การใช้ทรัพยากรชีวภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยการหมุนเวียนในระบบการผลิตและการใช้งานให้มากที่สุด เพื่อลดขยะและของเสียให้เหลือน้อยที่สุด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะเดียวกัน หากเกิดเศษวัสดุเหลือใช้หรือของเสียเมื่อสิ้นสุดการใช้งานแล้ว ก็สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564-2570 จึงนับเป็นโอกาสที่ดีในการยกระดับการผลิตไผ่ในรูปแบบต่าง ๆ ให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยไผ่จะตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG ได้ทั้ง 3 ประการ กล่าวคือ
 

  • เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) ในการปลูกไผ่ การใช้ประโยชน์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
  • เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากการใช้ประโยชน์จากไผ่ปลูกแบบหมุนเวียน การใช้ประโยชน์ทุกส่วนจากไผ่และนำเศษไผ่ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการเกิดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้ไผ่ทดแทนวัสดุย่อยสลายยาก 
  • เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการกระจายรายได้สู่เกษตรกรเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก  


การพัฒนาเศรษฐกิจจากไผ่ของประเทศไทย ต้องร่วมมือกันการส่งเสริมปลูกไผ่ให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของตลาดในอนาคต มีการปลูกพืชแซมและพืชร่วมแปลงเพื่อให้มีรายได้ในช่วงแรก พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการใช้ชิ้นส่วนของไผ่ให้เหมาะสมต่อผลิตภัณฑ์แปรรูป ยกระดับการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไผ่ ส่งเสริมการผลิตในกลุ่มไม้ไผ่แปรรูปซึ่งมีปริมาณการนำเข้าสูง และผลักดันให้เป็นพืชเศรษฐกิจโดยมีหน่วยงานเข้ามาบริหารจัดการไผ่เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่คุณค่าของไผ่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งเชิงเศรษกิจและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน


เรียบเรียง: วราพรรณ มะเรือง นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย


แหล่งข้อมูล:

  • กรมป่าไม้. (2562). ร่างแผนแม่บทไผ่และหวายแห่งชาติ. เอกสารรายงานฉบับสมบูรณ์.

  • กรมพัฒนาที่ดิน. (2563). สัดส่วนของพื้นที่ปลูกไผ่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย.  [ออนไลน์].

  • กรมศุลกากร. (2563). มูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าจากไผ่และหวายและแนวโน้มมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าจากไผ่ พ.ศ. 2558-2561 [ออนไลน์].

  • สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี. (2562). รายงานสถิติการเพาะปลูกไผ่ของจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2561-2562. [ออนไลน์]