17 มีนาคม 2565 | 19:11 น.
ภายใต้โครงการ:

ป่าไม้กับการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน Forests and sustainable production and consumption

21 มีนาคม วันป่าไม้โลก (World Forestry Day) ถูกกำหนดจากที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ เมื่อปี 2555 โดยมุ่งหวังให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ทุกประเภทรวมถึงต้นไม้ที่อยู่นอกพื้นที่ป่า

ป่าไม้เป็นหนึ่งในแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญของโลก เป็นต้นกำเนิดของต้นไม้มากกว่า 6 หมื่นชนิดพันธุ์ และชนิดพันธุ์ที่ยังไม่สามารถจำแนกอีกมาก ป่าไม้เป็นที่มาของปัจจัยสี่ที่สำคัญสำหรับชุมชนที่พึ่งพิงป่าและคนยากจนมากกว่า 1.6 พันล้านคนทั่วโลก ขณะที่ในแต่ละปีป่าไม้ทั่วโลกราว 130,000 ตารางกิโลเมตร หรือเทียบได้กับพื้นที่ประเทศอังกฤษได้ถูกทำลายลง ไม่เพียงเฉพาะต้นไม้ในป่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายความหลากหลายของพืชและสัตว์ แหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การตัดไม้ทำลายป่ายังปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 12-18 เปอร์เซ็นต์ของการปลดปล่อยจากทุกภาคส่วนทั่วโลก

แนวคิดหลักเนื่องในวันป่าไม้โลกในปี 2565 นี้ จึงหยิบยกประเด็น “ป่าไม้กับการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน การริเริ่มนวัตกรรมการผลิตและใช้ผลิตภัณฑ์จากไม้ และผลผลิตอื่นจากป่าอย่างยั่งยืน คุ้มค่า และรับผิดชอบ ที่สอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals)

การจัดการป่าไม้เพื่อการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน มีมุมมองมากกว่าการแบ่งพื้นที่เป็นป่าอนุรักษ์และป่าเศรษฐกิจ เนื่องจากต้องคำนึงถึงประโยชน์จากป่าทั้งในรูปของการดูดซับคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ นิเวศบริการ และผลผลิตอื่น ส่วนการจัดการป่าเศรษฐกิจซึ่งเดิมเป็นระบบการปลูก ตัดฟัน ตามหลักวนวัฒนวิทยานั้น  ยังมีโอกาสส่งเสริมการผลิตในระบบวนเกษตร ซึ่งเริ่มจากการใช้กล้าไม้คุณภาพดี พันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ให้มีการซื้อขายอย่างเป็นธรรมและตรวจสอบได้ รวมถึงการขายเนื้อไม้และคาร์บอนเครดิต ขณะที่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการตัดฟัน แปรรูป สร้างมูลค่า และส่งถึงผู้บริโภคโดยลดการสูญเสียให้น้อยที่สุด

การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนนอกจากจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ยังช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการพัฒนาตามแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy – BCG)  
เรียบเรียงโดย: จีรนุช ศักดิ์คำดวง นักวิจัยอาวุโส สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
แหล่งข้อมูล: UN Department of Social and Economic Affairs, Food and Agriculture Organization of the United Nations, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ