มาตรการสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่ต้องทบทวนและจริงจัง บทเรียนจากกรณีเพลิงไหม้โรงงานสารเคมี ย่านกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ

 
12 กรกฎาคม 2564 | 10:17 น.

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย


ที่มาภาพ: บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
 
อุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับโรงงานสารเคมี ในซอยกิ่งแก้ว 21 อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อกลางดึกวันที่ 5 กรกฎาคม 2564  ถือเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเหตุการณ์หนึ่ง  ต้องใช้เวลาข้ามวันในการดับเพลิงที่เกิดจากสารเคมีตั้งต้น ก็คือ  สไตรีนโมโนเมอร์ (Styrene Monomer) ในการผลิตโฟมและเม็ดพลาสติก  ที่เป็นของเหลวสีขาวเป็นสารไวไฟเราจึงเห็นเปลวไฟและมีควันดำเกิดขึ้นมากมาย สารดังกล่าวเมื่อไหม้ไฟและรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสารที่มีศักยภาพก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และสารพิษชนิดอื่น ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอน๊อกไซด์ สารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ ฝุ่นละอง PM2.5 เป็นต้น
 
เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญ โดยเฉพาะการสูญเสียชีวิตของอาสาสมัครดับเพลิงและเจ้าหน้าที่บางคนที่ได้รับบาดเจ็บ ผู้ปฏิบัติงาน ผลกระทบต่อทรัพย์สินของชุมชนในบริเวณที่ใกล้เคียง และสังคมยังขาดข้อมูลที่เพียงพอ ในเรื่องของปริมาณ ชนิด และผลกระทบจากสารพิษ  ซึ่งต้องนำบทเรียนมาทบทวนมาตรการ กฎหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันอุบัติภัยและผลกระทบที่ไม่ต้องการจะให้เกิดขึ้น ดังนี้
 

1. การกำหนดรายละเอียดในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแนบท้ายผังเมือง เพื่อให้เกิดการใช้ที่ดินซึ่งแบ่งโซนชุมชนที่อยู่อาศัยกับโรงงานหรือกิจการที่มีความเสี่ยงอย่างชัดเจน  คงมีคำถามว่าหากโรงงานอยู่ก่อนแล้วชุมชนขยายเข้ามาทีหลังอย่างกรณีย่านกิ่งแก้ว จะต้องทำอย่างไร เรื่องนี้มีกฎหมายระบุไว้อยู่แล้วว่าการใช้ที่ดินต้องไม่ขัดกับโยบายของผังเมืองรวมเกี่ยวกับสุขลักษณะ ความปลอดภัย สวัสดิภาพ หรือประโยชน์สาธารณะ แต่ปัญหาอยู่ที่การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องมีการทบทวนและกำหนดรายละเอียดอย่างรัดกุมและชัดเจน การเปลี่ยนสีหรือโซนของผังเมืองต้องมีความชัดเจน วางแผนในระยะยาว โดยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งการกำหนดกฎเกณฑ์ในการควบคุมกิจการของโรงงาน การห้ามขยาย หรือการย้าย ในเวลาที่สมควร ที่มีมาตรการชัดเจนที่เหมาะสม
 

2. การให้มีระบบข้อมูลสารเคมีอันตราย การปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ  เหตุการณ์ที่กิ่งแก้วก็มีคำถามว่าเป็นสารเคมีประเภทไหนมีปริมาณอยู่เท่าไหร่และที่ฝังดินอยู่เท่าไหร่ ข้อมูลที่ออกมาจากฝ่ายต่างๆ ไม่ตรงกัน บ้างก็มีอยู่ประมาณ 1,600 ตัน บ้างก็ว่าน่าจะเป็นหมื่นเป็นแสนและก็มีสารเคมีหลายๆ ตัว จึงจำเป็นต้องมีการเปิดเผยข้อมูลสารเคมีอันตรายที่โรงงานและคลังเก็บสารเคมีต่าง ๆ ที่มีการจัดซื้อ จัดเก็บ เคลื่อนย้าย ใช้งาน และจัดการหลังการใช้งาน เพื่อใช้ในการวางแผนป้องกัน ควบคุม และจัดการอุบัติภัย ทั้งในส่วนภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง  เราจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะที่มาควบคุมดูแลเรื่องนี้ ซึ่งต้องผลักดันให้ให้มีการจัดทำทำเนียบในการปลดปล่อยสารพิษ ใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในขณะนี้

3. การสร้างความพร้อมในการรับมือและเผชิญเหตุให้เหมาะสมกับพื้นที่เสี่ยงภัยจากสารเคมีอันตราย โดยต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วน เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น และสร้างความพร้อมของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่อยู่ในพื้นที่  เนื่องจากภัยจากสารเคมีรั่วไหลหรือเกิดการระเบิดเป็นภัยที่รุนแรง นักผจญไฟจะต้องมีทักษะพิเศษ อย่างสาร Styrene Monomer ถ้าเกิดการเผาไหม้ก็จะมีสารอื่นเกิดขึ้นด้วย ควันสีดำที่เห็นนั้นเป็นการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์มีก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และสารพิษอื่นๆ รวมทั้งการระเบิดจากแรงดันก๊าซ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และส่งผลกระทบต่อระบบหายใจ โดยเข้าไปแย่งออกซิเจนที่จะไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ  ของร่างกาย ทำให้ขาดออกซิเจนหรือเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจโดยฉับพลันได้  ดังนั้น เจ้าหน้าที่ผจญเพลิงต้องเข้าใจและผ่านการฝึกอรบรมเป็นพิเศษด้วย ต้องรู้เรื่องสารเคมีว่าแต่ละตัวมีพิษมีภัยไม่เหมือนกัน การที่จะเข้าไปในสถานที่เกิดเพลิงไหม้จะต้องมีอุปกรณ์ป้องกันเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันชุดที่เข้าไปหน้ากากที่ใส่ต้องเป็นหน้ากากที่ป้องกันสารพิษต่าง ๆ ที่สามารถป้องกันไฟได้

4. การตั้งศูนย์ประสานงานและบัญชาการเหตุเมื่อเกิดอุบัติภัย ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ การเผชิญเหตุ จนถึงการช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมและทั่วถึงหลังเกิดเหตุ อย่างกรณีนี้ มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุตามกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะทำอย่างไรให้ข้อมูลจากส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมที่ดูแลโรงงานไปถึงผู้ว่าฯ รวมถึงให้สังคมได้รับรู้และปฏิบัติตัวได้เหมาะสม ซึ่งมีคำถามจากประชาชนว่าจะเข้าบ้านได้เมื่อไหร่หรือจะต้องไปอยู่ที่ไหนนี่มันกระจายไปถึงไหนอย่างไร ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ข้อมูลต่าง ๆ ที่เราจะพิจารณานำไปเป็นบทเรียนในการแก้ไขปัญหาของประเทศในระยะยาวต่อไป

5. การฟื้นฟูสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนสารเคมีอันตราย จะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลและปริมาณการปนเปื้อนและฟื้นฟูเป็นเรื่อง ๆ ไป ต้องทำอย่างไรให้ประชาชนในบริเวณข้างเคียงสามารถที่จะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ หรือน้ำเกิดการดับไฟอยู่ในพื้นที่ซึ่งตรงนี้มีสารพิษมากมายต้องมีการสูบและนำไปจัดการให้ถูกต้องหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องต้องมาตรวจสอบสภาพแวดล้อมคูคลองต่างๆ อากาศในบริเวณที่ประชาชนอาศัยว่าสภาพปัญหามลพิษต่างๆ ได้เจือจางลงไปอยู่ในระดับที่ปลอดภัยหรือยัง เพราะหลายสารก็มองไม่เห็นเมื่อวานที่เราเห็นวันก่อนที่เกิดเหตุควันดำเฉพาะที่เป็นควันดำอันอื่นที่มองไม่เห็นเลยก็มีหลายตัวเช่นเดียวกัน ซึ่งตรงนี้เราต้องให้ความสำคัญในการติดตามตรวจสอบและฟื้นฟูหลังจากนี้

6. การใช้มาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด แม้โรงงานจะตั้งมาก่อนกฏหมายสิ่งแวดล้อมที่กำหนดให้การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือเป็นโรงงานจำพวกที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ถ่ายโอนให้อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ โรงงานที่มีแรงม้ารวมของเครื่องจักรน้อยกว่า 75 แรงม้า หรือมีจำนวนคนงานน้อยกว่า 75 คน ทั้งนี้หากเป็นโรงงานประเภทที่มีการเก็บ การใช้สารพิษที่ไวไฟ และเป็นอันตราย รวมทั้งมีการปล่อยสารมลพิษ จึงต้องมีการควบคุมและติดตาม ประเมินผลอย่างจริงจัง จึงสมควรนำมาตรการการติดตามและมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาใช้ด้วย