เสนอรัฐจัดให้มีระบบข้อมูลสารเคมีอันตรายและทบทวนกฎหมายป้องกันอุบัติภัยจากโรงงาน

 
8 กรกฎาคม 2564 | 09:59 น.
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการบริหารสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และ คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)  

ที่มาภาพ: บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
 
จากเหตุการณ์เพลิงไม้ภายในโรงงานผลิตเม็ดโฟมและพลาสติก ย่านถนนกิ่งแก้ว ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ตั้งแต่เวลาประมาณ 03.00 น. ซึ่งต้องใช้เวลามากในการดับเพลิงระงับเหตุ  ทำให้บ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหายจากแรงสะเทือนและเปลวไฟ  เกิดการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่กู้ภัย อีกทั้งเกิดการรั่วไหลของสารเคมีที่ใช้ในการผลิต ซึ่งมีการเก็บไว้จำนวนมาก โดยเฉพาะสารสไตรีนโมโนเมอร์ (Styrene Monomer)  ออกมาปนเปื้นสู่สภาพแวดล้อมเป็นบริเวณกว้าง
 

สังคมไทยได้บทเรียนอะไร จากอุบัติภัยครั้งนี้

 
รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม เชื่อมโยงเหตุการณ์นี้กับเหตุการณ์อื่น ๆ ว่าแม้จะไม่เหมือนกันซะทีเดียว แต่นับเป็นภัยพิบัติหรือสาธารณภัยที่เกิดขึ้นค่อนข้างมาก ไม่ใช่ไม่เคยเกิดมาก่อน  ฉะนั้นเราควรไม่มาพิจารณาเป็นรายครั้ง หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ แบบวัวหายล้อมคอก
 
หากดูจากเหตุการณ์ที่กิ่งแก้วแล้ว ก็พบว่าปกติการจัดการหน้างานเพื่อระงับเหตุจะมีความอลหม่านมาก ต้องทุ่มเทสรรพกําลังเข้าไปในที่เกิดเหตุ ในจุดนี้อาจเข้าใจว่าเรามีแต่กฎหมายสำหรับจัดการขณะเกิดเหตุหรือหลังเกิดเหตุ เช่น กลุ่มกฎหมายสาธารณภัย ตามด้วยกฎหมายชดเชยเยียวยา แต่สิ่งที่ต้องการมากกว่านั้น คือ กลุ่มกฎหมายป้องกันก่อนเกิดเหตุ ที่จะช่วยวางระบบและโครงสร้างที่พึงจะเป็น และเมื่อมีกฎหมายแล้ว ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่ดีด้วย ยกตัวอย่างเช่น  กฎหมายว่าด้วยสารเคมีที่ต้องมีการเฝ้าระวังและติดตามการเคลื่อนย้ายตั้งแต่จุดผลิต หากผลิตในต่างประเทศส่งเข้ามา แล้วไปไหนต่อ อยู่ตรงไหนบ้าง หรือกฎหมายผังเมืองซึ่งเราค่อนข้างคุ้นชิน ก็คือ การกำหนด zoning แต่ว่าการกำหนด zoning นั้นมีการบังคับใช้เป็นไปตามที่กำหนดหรือไม่ กฎหมายเหล่านี้อาจมีการวางระบบไว้บ้าง แม้ไม่ทั้งหมด แต่ใช้ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง และบางเรื่องก็ยังไม่มีกฎหมายครอบคลุม
 
ขณะที่ คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง มีความเห็นว่าสังคมไทยไม่เคยรู้เลยว่ามีสารเคมีเก็บไว้ที่ไหนอย่างไรบ้าง มีการใช้ มีการผลิตที่ไหนอย่างไรบ้าง  มีการจัดเก็บที่ถูกต้องหรือไม่ เราเคยมีบทเรียนจากกรณีสารเคมีระเบิดที่ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่ใกล้เคียงกับเหตุเพลิงไหม้โรงงานที่กิ่งแก้ว  แต่เราก็ไม่มีข้อมูล ไม่มีความรู้เพียงพอ ที่จะทำให้การรับมือกับภัยในลักษณะนี้ 
 
จึงได้มีการพูดถึงประเด็นการมีฐานข้อมูล ระบบการจัดเก็บสารเคมีอันตรายที่สำคัญ และการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน เมื่อเกิดเหตุจะสามารถเข้าไปดูฐานข้อมูล ค้นชื่อโรงงานได้ทันทีว่ามีวัตถุดิบและมีสารเคมีอะไรบ้างที่ใช้ในกระบวนการผลิต วางแผนสำหรับการผจญเพลิงว่าจะต้องทำอย่างไร สารเคมีไวไฟหรือไม่ ต้องไฟด้วยน้ำหรือโฟม  ซึ่งจะทำให้ความสูญเสียของหน่วยผจญเพลิงที่เกิดขึ้นกับซอยกิ่งแก้ว อาจจะไม่เกิดขึ้นอีก
 

ข้อเสนอในการจัดการอุบัติภัยและมลพิษเชิงระบบ

 
รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ย้อนความไปที่กฎหมายที่มีอยู่ซึ่งเก่าและบางกฎหมายยังไม่ได้ปรับปรุง บางส่วนก็ยังอยู่ในระบบและโครงสร้างเดิม ซึ่งต้องมีการทบทวนและอาจต้องทำวิจัยเพื่อทำการแก้ไขต่อไป ขณะเดียวกันเราก็มีความพยายามปรับปรุงและริเริ่มกฎหมายใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น กฎหมายสารเคมี ที่ยกร่างโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งดำเนินการเสร็จแล้วและรอการอนุมัติ  ร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และร่างกฎกระทรวงภายใต้กฎหมายวัตถุอันตราย ว่าด้วยการชดเชยความเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด เป็นต้น
 
ส่วนร่างกฎหมายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ซึ่งเครือข่ายอากาศสะอาดประเทศไทย ช่วยกันผลักดันอยู่ขณะนี้ จะครอบคุลมทั้งมิติสุขภาพควบคู่ไปกับมิติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีข้อเสนอแนะใหม่ อย่างเช่นการใช้อำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรีในการบูรณาการการกำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดแก่ประชาชนด้วย ประเด็นสำคัญภายใต้ร่างกฎหมายนี้ คือ ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างทาง และหลังเกิดเหตุ  หากเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะรู้ว่าต้องจัดการอย่างไร ข้อมูลอยู่ตรงไหน จะใช้สิทธิอะไรและใช้สิทธิทางไหนได้บ้าง นอกเหนือจากสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีบทบาทตั้งแต่ขั้นตอนการป้องกันภัย  ซึ่งมากกว่าบทบาทที่มีอยู่ในกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในขณะนี้ ดูรายละเอียดในร่างกฎหมายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ได้ที่ thailandcan.org
 
การยกร่างกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ซึ่ง คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ได้กล่าวถึง คือ ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (Pollutant) ที่จะช่วยให้มีการจัดทำบัญชีรายชื่อเหมือนกับทำทะเบียนฐานข้อมูลว่าโรงงานต่าง ๆ หรือว่าคลังเก็บสินค้าคลังเก็บสารเคมีมีการเก็บสารเคมีอันตรายหรือสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมปริมาณเท่าไหร่ อยู่ที่ไหนบ้าง เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมีข้อมูลจุดเสี่ยงภัย และสามารถวางระบบการป้องกันภัยพิบัติได้ ส่วนประชาชนก็จะรู้ว่าโรงงานข้างๆ บ้านมีการปล่อยมลพิษอะไร หรือว่ามีการเก็บสารเคมีอะไรไว้  
 
กฎหมายแบบนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อจับผิดใคร แต่จะนำไปสู่การวางแผนป้องกันภัยพิบัติฉุกเฉินได้ ขณะเดียวกันก็จะทำให้หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับติดตามเรื่องสิ่งแวดล้อมและมลพิษ สามารถป้องกันและลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมของโรงงานหรือแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
 
ประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมจะมีการพัฒนากฎหมายในลักษณะนี้ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เนื่องจากว่ามีประสบการณ์หลายกรณีที่มีการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นมลพิษอากาศ น้ำเสีย และการจัดการสารเคมีที่จัดการไม่ได้  เพราะไม่มีฐานข้อมูลไม่มีบัญชีรายชื่อสารเคมี  โดยองค์การสหประชาชาติเป็นตัวตั้งตัวตีขอให้รัฐบาลทุกประเทศยกร่างและพัฒนากฎหมายในลักษณะนี้ขึ้นมา เพื่อลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมที่จะนำไปสู่การคุ้มครองสุขภาพประชาชนโดยเฉพาะเรื่องของมลพิษในอากาศที่หลายๆ ประเทศแก้ไขปัญหาไม่ได้ รวมทั้งเชื่อมโยงกับเรื่องของปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก (PM2.5) ด้วย  
 

ทุกฝ่ายต้องช่วยกันมากกว่านี้

อุบัติภัยจากสารเคมีอุตสาหกรรม  ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น แม้มีบทเรียนกันมามากแล้ว  แต่ยังมีช่องว่างทางนโยบาย มาตรการ และข้อมูลข่าวสาร  ที่จะทำให้ประชาชนมีความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงและมีส่วนร่วมในการจัดการอุบัติภัยด้วย   
 
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง การทบทวนและปรับปรุงกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายบังคับเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลสารเคมีอันตรายและการเข้าถึงข้อมูล เพื่อวางระบบให้ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันก่อนเกิดเหตุ เพื่อจะช่วยลดการสูญเสีย  ไปจนถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนสารเคมีอย่างเหมาะสม 
 
การทบทวนการใช้กฎหมายเป็นเรื่องที่จำเป็น  ซึ่งต้องปรับปรุงกฎหมายให้เกิดการจัดการทั้งมิติสิ่งแวดล้อมกับมิติสุขภาพไปพร้อมๆ กัน จะแยกออกจากกันไม่ได้ สิ่งที่สำคัญ คือมีกฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพด้วย