การกลับมาของเต่ามะเฟือง สัญญานการฟื้นตัวของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง

 
15 มิถุนายน 2564 | 18:23 น.

การกลับมาวางไข่ของเต่ามะเฟือง เมื่อปี พ.ศ. 2561 ในบริเวณชายฝั่งจังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ต ทำให้ความหวังที่จะเห็นการฟื้นตัวของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งกลับคืนมาด้วย หลังจากก่อนหน้านั้นไม่พบการวางไข่ของเต่ามะเฟืองมากว่า 5 ปี
 
ที่มาภาพ: https://www.iucnredlist.org/species/6494/43526147
 


เต่ามะเฟือง เต่าทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

เต่ามะเฟือง (Leatherback Sea Turtle) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dermochelys coriacea (Vandelli, 1761) เป็นเต่าทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเต่าทะเลที่พบทั้งหมด 7 ชนิดทั่วโลก และเป็น 1 ใน 5 สายพันธุ์ที่มีรายงานการขึ้นวางไข่ในประเทศไทย ด้วยลักษณะที่แตกต่างจากเต่าทะเลสายพันธุ์อื่น ๆ ทั้งรูปร่าง ขนาด และกระดอง ทำให้เต่ามะเฟืองเป็นที่รู้จัก และเป็นตัวแทนของสัตว์ทะเลหายากที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
 
จากการประเมินบัญชีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN Red List) พบว่าประชากรเต่ามะเฟืองทั่วโลกมีจำนวนลดลงอย่างมาก และมีแนวโน้มที่จะลดลงไปเรื่อย ๆ จึงจัดให้เต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable: VU) ขณะที่การประเมินสถานภาพชนิดพันธุ์สัตว์มีกระดูกสันหลังที่ถูกคุกคามในประเทศไทยของสำนักงานนโยบายและสิ่งแวดล้อม เมื่อปี พ.ศ. 2560 จัดให้เต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically endangered species: CR) เนื่องจากสถิติการวางไข่ลดลงมากและแหล่งวางไข่ถูกคุกคามจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง
 
ตัวเต็มวัยของเต่ามะเฟืองมีความยาวกระดองถึง 210 เซนติเมตร หนักถึง 900 กิโลกรัม ลักษณะกระดองเป็นแผ่นหนังหนาสีดำ มีสันนูนตามแนวความยาวจากส่วนหัวถึงท้าย จำนวน 7 สัน ครีบหน้าใหญ่ลักษณะเหมือนใบพาย (สุพจน์, 2556) เต่ามะเฟืองกินแพลงก์ตอนสัตว์กลุ่มเจลาตินัสที่ล่องลอยตามน้ำ เช่น แมงกะพรุน เป็นอาหารหลัก มีการติดตามพฤติกรรมการกินอาหารของเต่ามะเฟืองบริเวณเกาะในประเทศแคนาดา พบว่ากินแมงกะพรุนเฉลี่ยถึง 261-664 ตัวต่อวัน (Heaslip, S. G. et al., 2012)
 
เต่ามะเฟืองจึงมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศในฐานะผู้ล่าแมงกะพรุน ช่วยควบคุมปริมาณของแมงกะพรุนไม่ให้มีมากจนเกินไป จนส่งผลต่อประชากรสัตว์น้ำ เนื่องจากแมงกะพรุนกินลูกปลาและตัวอ่อนสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ
 

การขึ้นวางไข่ของเต่ามะเฟืองในประเทศไทย

มีรายงานการขึ้นวางไข่ของเต่ามะเฟืองบริเวณฝั่งทะเลอันดามันเป็นส่วนใหญ่ โดยเลือกวางบนหาดทรายโล่งที่ไม่มีพืชปกคลุม ระดับน้ำลึก หาดมีความลาดชัน และไม่มีหินหรือแนวปะการังกีดขวาง (Botha, 2010) ฤดูกาลวางไข่ของเต่ามะเฟืองจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมจนถึงเดือนมีนาคม แม่เต่าจะขึ้นมาวางไข่บนหาดทรายตอนกลางคืน โดยขุดหลุมทรายเพื่อใช้วางไข่ประมาณ 60-130 ฟอง ไข่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5.5 เซนติเมตร โดยแม่เต่าหนึ่งตัวจะขึ้นมาวางไข่ปีละ 4-6 ครั้ง ทิ้งช่วงห่างกันประมาณ 10-15 วัน และจะกลับมาวางไข่อีกในช่วง 3-5 ปี (Shanker et al., 2003)
 
ลูกเต่าจะใช้เวลาในการฟักประมาณ 53-69 วัน (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2563ก) โดยแหล่งวางไข่ของเต่ามะเฟืองในประเทศไทยจากที่มีการบันทึกข้อมูลไว้ พบที่จังหวัดระนอง จังหวัดกระบี่ จังหวัดสตูล และพบมากที่จังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้ มีรายงานการพบเต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ในฝั่งอ่าวไทย บริเวณเกาะกระ จังหวัดนครศรีธรรมราช  
 

ที่มาภาพ: https://www.posttoday.com/social/local/606623
 
 

ที่มาภาพ: http://km.dmcr.go.th/th/c_1/s_447/d_19415
 

ย้อนไปในอดีตมีการบันทึกจำนวนรังของเต่ามะเฟืองรวมกับเต่าหญ้าจากแหล่งวางไข่ฝั่งอันดามัน มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 พบ 360 รัง โดยมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ ต่อมามีการบันทึกข้อมูลแยกเฉพาะจำนวนรังของเต่ามะเฟือง ใน พ.ศ. 2539 พบจำนวน 17 รัง หลังจากนั้นมีบันทึกข้อมูลจำนวนรังในช่วง 1-21 รัง โดยไม่พบรังของเต่ามะเฟืองเลยในบางปีติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2563ข)
 
กระทั่งในช่วงปลายปี พ.ศ. 2561 จนถึงต้นปี พ.ศ. 2564 มีรายงานเต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่บนชายหาดจังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่องรวม 37 รัง มีลูกเต่าฟักออกสู่ทะเล 1,381 ตัว นับเป็นสัญญานที่ดีหลังจากที่พบการวางไข่ของเต่ามะเฟืองครั้งสุดท้ายบริเวณหาดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต เมื่อเดือนธันวาคม 2556
 

ปัจจัยเอื้อต่อการกลับมาของเต่ามะเฟือง

ด้วยมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมเครื่องมือทำการประมง และกำหนดให้มีการติดเครื่องมือแยกเต่าทะเลในเครื่องมือประมงบางประเภท รวมถึงการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ตามเงื่อนไขของ IUU Fishing (Illegal Unreported and Unregulated Fishing) ได้มีส่วนช่วยไม่ให้เต่าติดเครื่องมือประมงหรือได้รับอันตรายจากการประมงน้อยลง
 
ผนวกกับการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลให้บริเวณชายหาดและชายฝั่งทะเลที่แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยว กิจกรรมและแสงไฟยามค่ำคืน ขยะ และน้ำเสียจากเรือท่องเที่ยว รวมถึงมีจำนวนเรือที่สัญจรไปมาระหว่างเกาะลดลงไป ย่อมส่งผลทางบวกต่อแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งวางไข่ของเต่ามะเฟือง อีกทั้งก่อนหน้านี้ ได้มีการจัดระเบียบการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล เช่น การสั่งปิดบางพื้นที่ การกำหนดรูปแบบการท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ เป็นแบบไป-กลับ การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว และการกำหนดขนาดเรือ เป็นต้น 
 
ที่มาภาพ: facebook.com/photo?fbid=2624818794469718&set=pcb.2624819491136315
 
อีกทั้งมีความพยายามและความร่วมมือของภาครัฐ ชุมชน และภาคเอกชน ในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง มีการรณรงค์เก็บขยะชายหาดและลดขยะเพื่อแก้ปัญหาขยะทะเล ช่วยลดความเสี่ยงอันตรายของเต่าทะเลจากถุงพลาสติกใสที่มีลักษณะคล้ายแมงกะพรุน ซึ่งเต่าอาจกินเข้าไปเพราะคิดว่าเป็นอาหาร รวมถึงเศษเชือกและอวนที่ใช้ทำการประมงที่อาจเกี่ยวรัดตัวของเต่า ทำให้เกยตื้น บาดเจ็บ และจมน้ำเสียชีวิต
 

การคุ้มครองเต่ามะเฟืองในระยะยาว

จากการขึ้นวางไข่ของเต่ามะเฟืองในปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการตื่นตัวและผลักดันเกี่ยวกับการอนุรักษ์เต่ามะเฟืองและเต่าทะเลอื่น ๆ ช่วยขับเคลื่อนให้เต่ามะเฟืองได้รับการขึ้นบัญชีเป็นสัตว์สงวน ลำดับที่ 18 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562  
 
กิจกรรมในรูปแบบจิตอาสาได้ถูกริเริ่มขึ้นอย่างชัดเจน อาทิ การจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เต่ามะเฟือง การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการอนุรักษ์เต่าทะเล การให้รางวัลแก่ผู้ที่พบเห็นแม่เต่าขึ้นมาวางไข่หรือช่วยแจ้งข้อมูลการพบเห็นรังเต่า การมีส่วนร่วมอย่างคึกคักของหน่วยงานท้องถิ่น เยาวชน องค์กรเอกชน และกลุ่มอนุรักษ์เต่าทะเลในพื้นที่ กิจกรรมในลักษณะนี้ควรได้รับการผลักดันให้เป็นมาตรการที่สามารถดำเนินงานได้ในระยะยาว
 
ที่มาภาพ: https://www.naewna.com/local/454636
 

การกลับมาวางไข่ของเต่ามะเฟืองครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเพิ่มจำนวนประชากรเต่าในธรรมชาติ ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และช่วยปลุกกระแสการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและระบบนิเวศชายฝั่งของประเทศไทย  และเป็นบทเรียนที่ดีในการนำไปใช้บริหารจัดการการท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่ง ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชนิดพันธุ์หายากและระบบนิเวศอีกต่อไป
 
เพราะเราต่างมุ่งหวังที่จะเห็นการจัดการท่องเที่ยวหลังสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ในแบบวิถีใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์เต่า เพื่อให้เต่ามะเฟืองยังคงกลับขึ้นมาวางไข่ในทุกปี
 

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

  • กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2563ก). ข้อมูลทั่วไป. [ออนไลน์]. ค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2563, จากเว็บไซต์ : https://km.dmcr.go.th/th/c_258
  • กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2563ข). สถานภาพและแนวโน้มประชากร. [ออนไลน์]. ค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2563, จากเว็บไซต์ : https://km.dmcr.go.th/th/c_258/d_19103
  • สุพจน์ จันทราภรณ์ศิลป์. (๒๕๕๖). เต่าทะเลไทย: ชนิด ชีววิทยา การศึกษาและการอนุรักษ์. [ออนไลน์]. ค้นเมื่อ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๓, จากเว็บไซต์ : https://www.dmcr.go.th/detailLib/157
  • Botha, M.L. (2010). Nest site fidelity and nest site selection of loggerhead, Caretta Caretta, and leatherback, dermochelys coriacea, turtles in KwaZulu-Natal, South Africa. Retrieved May 19, 2020 from https://www.semanticscholar.org/paper/Nest-site-fidelity-and-nest-site-selection-of-and-Botha/38bdc1c848d8230def5ea6f5f3e0e1418e5a71cd
  • Heaslip, S.G., Iverson, S.J., Bowen, W.D. and James, M.C. (2012) Jellyfish Support High Energy Intake of Leatherback Sea Turtles (Dermochelys coriacea): Video Evidence from Animal-Borne Cameras. PLoS ONE 7(3): e33259. doi:10.1371/journal.pone.0033259. Retrieved May 17, 2020 from https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone. 0033259
  • Shanker, K., Pandav, B. and Andrews, H.V. (2003). Sea Turtle Concervation: Research and Management Techniques, A GOI-UNDP project manual. Centre for Herpetology/Madras Crocodile Bank Trust. Mamallapuram. Tamil Nadu. India. Retrieved May 18, 2020 from http://www.seaturtle.org/documents/research_manual.pdf
  • Wilson, E.G., Miller, K.L., Allison, D. and Magliocca, M. (2010). Why healthy oceans need sea turtles: The importance of sea turtles to marine ecosystems. [ออนไลน์]. ค้นเมื่อ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๓. จากเว็บไซต์:https://oceana.org/sites/default/files/reports/Why_Healthy_ Oceans_Need_Sea_Turtles.pdf

เรียบเรียงโดย 

นวลพรรณ คณานุรักษ์
นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย